TwKit
正在载入
TwKit

แต่งงานกันมา 12 ปี เธอเพิ่งรู้ว่าสามีจ่ายค่าเช่าคอนโดให้ผู้หญิงอีกคนมาตลอด 7 ป… · @yqgyx123 · TwKit

@yqgyx123

แต่งงานกันมา 12 ปี เธอเพิ่งรู้ว่าสามีจ่ายค่าเช่าคอนโดให้ผู้หญิงอีกคนมาตลอด 7 ปี เดือนละ 12,000 บาท ไม่เคยขาดสักเดือน เธอตามไปถึงหน้าห้องนั้น ตั้งใจจะจบทุกอย่างในวันเดียว คนที่เปิดประตู เป็นผู้หญิงอายุหกสิบกว่า และบนผนังห้องรับแขก แขวนรูปแต่งงานของเธอกับสามี เธอชื่อฝน อายุ 36 สามีชื่อต้น แก่กว่าเธอสามปี แต่งงานกันมา 12 ปี มีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อน้องใบเตย อายุ 9 ขวบ บ้านไม่ได้รวย เพื่อผ่อนบ้าน ฝนกลับไปทำงานตั้งแต่ลูกอายุได้สี่เดือน ต้นเป็นหัวหน้างานในบริษัทขนส่ง รายได้มากกว่าเธอนิดหน่อย แต่หลายปีมานี้ เขาพูดอยู่เสมอว่า “ช่วงนี้เงินตึง” ใบเตยอยากเรียนเปียโน เขาบอกว่าแพงไป ฝนอยากเปลี่ยนรถ เขาบอกว่ารอก่อน ห้องน้ำรั่ว เขาดูใบเสนอราคาแล้วขมวดคิ้ว “ทนใช้ไปก่อนได้ไหม สมัยนี้หาเงินไม่ง่ายนะ” เธอก็ยอม ตอนนั้น เธอเชื่อจริง ๆ ว่าสามีกำลังประหยัดเพื่อครอบครัว จนกระทั่งวันศุกร์วันนั้น ต้นไปต่างจังหวัด ทิ้งโน้ตบุ๊กเครื่องเก่าไว้ที่บ้าน ฝนเปิดเครื่องเพื่อหารูปตอนลูกยังเล็ก แล้วก็เจออีเมลที่ยังไม่ได้ล็อกเอาต์ ในนั้นมีอีเมลต่อสัญญาเช่าห้อง ผู้เช่าชื่อ ต้น ค่าเช่าเดือนละ 12,000 บาท คอนโดอยู่ในเมืองเดียวกัน ห่างจากบ้านไม่ถึงสิบกิโล เธอคิดว่าคงเป็นห้องพักพนักงานของบริษัท จนเลื่อนลงไปเรื่อย ๆ สัญญาเช่าเมื่อเจ็ดปีก่อน ต่อสัญญาเมื่อหกปีก่อน สลิปโอนเงินเมื่อห้าปีก่อน มีทุกปี เดือนละ 12,000 บาท เจ็ดปี แค่ค่าเช่าห้องอย่างเดียว เกินหนึ่งล้านบาท ฝนนั่งนิ่งอยู่หน้าจอ มือเย็นเฉียบ เธอนึกถึงวันเกิดใบเตยเมื่อปีที่แล้ว ลูกอยากได้คีย์บอร์ดไฟฟ้า ต้นบอกให้รอโบนัสดปลายปี สุดท้าย ฝนเป็นคนรูดบัตรผ่อนหกเดือนเอง เธอนึกถึงปีที่แม่ของเธอต้องผ่าตัด เธอถามต้นว่ามีเงินเก็บเหลือเท่าไหร่ เขาตอบว่า “ไม่มีแล้วจริง ๆ” คืนนั้น เธอถ่ายรูปหลักฐานไว้ทั้งหมด ไม่ทะเลาะ ไม่โทรถาม วันรุ่งขึ้น เธอขับรถไปตามที่อยู่นั้น ลิฟต์หยุดที่ชั้นสิบสอง เธอยืนหน้าประตูอยู่นาน แล้วก็กดกริ่ง คนที่เปิดประตูเป็นผู้หญิงผมขาวทั้งหัว ผอมมาก ใส่ชุดอยู่บ้านที่ซักจนสีซีด “หาใครคะ” “คุณต้นอยู่ที่นี่ไหมคะ” สีหน้าของผู้หญิงคนนั้นเปลี่ยนไปทันที เธอไม่ตอบ แค่เปิดประตูกว้างขึ้นอีกนิด ห้องรับแขกเล็ก ๆ เฟอร์นิเจอร์เก่า ข้างชั้นวางทีวีมีถุงยาจากโรงพยาบาลวางอยู่หลายถุง และบนผนัง แขวนรูปแต่งงานรูปหนึ่ง ในรูป ฝนใส่ชุดเจ้าสาวสีขาว ต้นยืนอยู่ข้าง ๆ รูปเดียวกับที่ถ่ายเมื่อสิบสองปีก่อน หัวของฝนว่างเปล่า “คุณเป็นใครคะ” ผู้หญิงคนนั้นเงียบไปนาน แล้วพูดเสียงเบา “ฉันเป็นแม่ของต้น” ฝนถอยหลังไปหนึ่งก้าว สิบสองปีที่รู้จักกัน ต้นบอกเธอมาตลอดว่า แม่ของเขาเสียไปตั้งแต่เขายังเด็ก วันแต่งงาน ฝั่งเจ้าบ่าวมีแค่พ่อกับญาติอีกไม่กี่คน เธอไม่เคยสงสัยเลย แต่ตอนนี้ ผู้หญิงที่ “ตาย” ไปแล้วหลายสิบปี ยืนอยู่ตรงหน้าเธอ “เขาไม่เคยบอกหนูใช่ไหม” ฝนไม่ตอบ เธอมองรูปบนผนัง “แล้วรูปนี้…” “แม่ขอเขาเอง” หญิงชราพูด “แม่ไม่ได้ไปงานแต่งของลูก ขอแค่รูปไว้ดูก็ยังดี” “ทำไมเขาต้องจ่ายค่าห้องให้คุณเดือนละหมื่นสองคะ” “แม่ไม่มีบ้าน” “แล้วทำไมต้องเช่าห้องแพงขนาดนี้” “เขาเป็นคนหาให้ อยู่ใกล้โรงพยาบาล” “เจ็ดปี?” หญิงชราพยักหน้า “เขาให้เงินคุณอย่างอื่นอีกไหมคะ” หญิงชราไม่ตอบ แค่หันไปหยิบกล่องสังกะสีเก่า ๆ ออกมาจากลิ้นชัก ในนั้นเป็นสลิปโอนเงินปึกหนึ่ง กับใบเสร็จโรงพยาบาลอีกหลายใบ “เขาให้ค่ากินอยู่ทุกเดือนด้วย” ฝนมองตัวเลขพวกนั้น สองพัน ห้าพัน หนึ่งหมื่น บางเดือนมากกว่านั้น จู่ ๆ เธอก็อยากหัวเราะ แต่งงานกันสิบสองปี เธอคิดว่าเราอยู่บนเรือลำเดียวกัน สามีบอกว่าบ้านเราต้องประหยัด เธอก็ประหยัด เสื้อเก่าแล้วก็ไม่กล้าซื้อใหม่ จอมือถือแตก ก็เอาเทปใสแปะไว้ ลูกจะเรียนพิเศษ เธอต้องดูราคาก่อนทุกครั้ง ที่แท้ บ้านไม่ได้ไม่มีเงิน แค่เงินบางส่วน เธอไม่เคยรู้ว่ามันไปอยู่ที่ไหน คืนนั้น ต้นกลับมาถึงบ้าน บนโต๊ะกินข้าวมีสลิปโอนเงินที่ปริ้นต์ออกมาวางเป็นปึก ฝนนั่งรออยู่ข้าง ๆ “อธิบายมาสิ” ต้นเห็นแผ่นแรก หน้าก็ซีดลงทันที “คุณไปหาเขามาแล้วเหรอ” ฝนไม่ตอบ ถามแค่ประโยคเดียว “แม่คุณไม่ได้ตายไปแล้วเหรอ” ต้นนั่งลง เอามือถูหน้า นานมาก กว่าจะพูดออกมา “ในใจผม แม่ตายไปนานแล้ว” ตอนต้นอายุเจ็ดขวบ แม่ทิ้งบ้านไปกับผู้ชายอีกคน พ่อเลี้ยงเขามาคนเดียว กลางวันทำงาน กลางคืนออกไปขับรถส่งของ บางคืนพ่อกลับมาดึก ต้นหลับคาโต๊ะกินข้าวไปแล้ว เรื่องที่เขาจำได้ชัดที่สุด คือวันแม่ตอนป.2 โรงเรียนจัดงานวันแม่ ให้เด็กทุกคนเอาพวงมาลัยมะลิไปกราบแม่ แม่ของเพื่อน ๆ มานั่งเรียงกันเต็มหอประชุม มีแค่เขาคนเดียว ที่ถือพวงมาลัยนั่งอยู่ตรงนั้น ไม่รู้จะเอาไปให้ใคร ครูถามว่า “แม่หนูล่ะ” เขาตอบว่า “แม่ผมตายแล้วครับ” ทั้งที่ตอนนั้น แม่ยังมีชีวิตอยู่ หลังจากนั้น เขาโตขึ้น เรียนจบ ทำงาน แต่งงาน ไม่เคยเจอแม่อีกเลย จนกระทั่งเจ็ดปีก่อน แม่มาตามหาเขาถึงที่ทำงาน ตอนนั้นอายุห้าสิบกว่า ร่างกายทรุดโทรมมาก ผู้ชายคนนั้นทิ้งแม่ไปนานแล้ว แม่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง รับจ้างทั่วไปไปวัน ๆ แม่บอกว่าป่วย อยากขอยืมเงิน ทีแรกต้นปฏิเสธ แต่คืนนั้น แม่นั่งรออยู่ใต้ตึกจนดึก ฝนตกลงมา ตอนต้นเลิกงานออกมา แม่ก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม ในมือกำถุงพลาสติกใบหนึ่ง ข้างในมีเสื้อผ้าเก่าไม่กี่ตัว เขาบอกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม สุดท้ายก็พาแม่ไป หาที่อยู่ให้ก่อน แล้วก็พาไปหาหมอ ทีแรกตั้งใจจะช่วยแค่ไม่กี่เดือน ไม่กี่เดือน กลายเป็นหนึ่งปี หนึ่งปี กลายเป็นเจ็ดปี ฝนฟังจบ ถามว่า “สรุปคือ คุณเลี้ยงแม่มาตลอด” ต้นพยักหน้า “เขาเป็นแม่ผม” ฝนมองหน้าเขา “แล้วฉันเป็นอะไรของคุณ” “คุณเป็นเมียผมไง” ฝนยิ้มออกมานิดหนึ่ง “ใช่ ฉันเป็นเมียคุณ แต่แม่คุณยังมีชีวิตอยู่ ฉันไม่รู้ คุณเอาเงินออกไปเดือนละเท่าไหร่ ฉันไม่รู้ แม่คุณป่วยเป็นอะไร ฉันไม่รู้ บ้านเรามีเงิน แต่คุณให้ฉันกับลูกกินน้อยใช้น้อยมาตลอด ฉันก็ไม่รู้” “ผมกลัวคุณไม่ยอม” “คุณเคยถามฉันไหม” เขาเงียบ “คุณไม่เคยถามสักครั้ง แล้วรู้ได้ยังไงว่าฉันจะไม่ยอม” ต้นก้มหน้า เสียงของฝนเริ่มสั่น “ปีที่แม่ฉันผ่าตัด ฉันถามคุณว่าพอจะมีเงินสักแสนไหม คุณบอกว่าไม่มี แต่เดือนนั้น คุณก็ยังโอนค่าห้องให้แม่คุณหมื่นสองเหมือนเดิม” “มันเป็นค่าเช่าที่ตกลงกันไว้แล้ว ผมจะหยุดจ่ายกะทันหันไม่ได้…” “แล้วแม่ฉันล่ะ” ห้องเงียบลงทันที “ตอนนั้นแม่ฉันนอนรอจ่ายเงินอยู่ที่โรงพยาบาล คุณรู้ไหมว่าฉันหาเงินมาจากไหน ฉันยืมเพื่อนที่ทำงานมาสี่หมื่น จนถึงวันนี้ ฉันยังจำได้ ว่าตอนที่เอ่ยปากยืม ฉันอายแค่ไหน” ต้นขยับปาก แต่ไม่มีเสียงออกมาสักคำ นานมาก เขาถึงพูดว่า “ผมรู้ว่าหลายปีมานี้ คุณลำบาก แต่ยังไง เขาก็เป็นแม่ผม” ฝนพยักหน้า “ใช่ ยังไงเขาก็เป็นแม่คุณ ฉันไม่ได้ห้ามคุณดูแลแม่ คุณจะพาแม่ไปหาหมอ ได้ คุณจะให้เงินแม่ใช้ ก็ได้ แต่ทำไมคุณต้องโกหกฉัน ถ้าวันนี้ฉันไม่รู้ คุณจะปิดฉันไปอีกนานแค่ไหน” ต้นเงยหน้าขึ้นในที่สุด “ฝน ผมแค่อยากดูแลให้ได้ทั้งสองฝั่ง” เธอมองเขา รู้สึกเหมือนมองคนแปลกหน้า “ทั้งสองฝั่ง? สิบสองปีมานี้ ฉันคิดมาตลอดว่าเรามีบ้านแค่หลังเดียว” คืนนั้นต้นนอนที่โซฟา ฝนนั่งอยู่คนเดียวจนฟ้าสาง วันรุ่งขึ้น ฝนโทรหาแม่ของต้น นัดเจอกันที่ม้านั่งใต้คอนโด “หลายปีมานี้ เขาเกลียดแม่มาตลอด” หญิงชราพูด “มาแต่ละที ซื้อของมาวางไว้แล้วก็กลับ ไม่เคยยอมอยู่กินข้าวด้วย มีปีหนึ่ง เขานั่งอยู่บนโซฟา แล้วถามแม่ขึ้นมาว่า แม่รู้ไหม ตอนเด็กผมอยากได้อะไรที่สุด แม่บอกว่าไม่รู้ เขาบอกว่า ผมแค่อยากกลับจากโรงเรียน แล้วเห็นแม่ทำกับข้าวอยู่ในครัว” พูดถึงตรงนี้ ตาของหญิงชราแดงก่ำ “แม่รู้ว่าแม่ผิดต่อเขา แต่แม่ผิดต่อหนูมากกว่า เงินที่เขาให้ แม่จะคืนเท่าที่คืนได้ ห้องนั้น แม่ก็จะย้ายออก” ฝนเงียบไปนาน “ป้าคะ วันนี้หนูไม่ได้มาไล่ป้า เรื่องของป้ากับเขา เป็นเรื่องของแม่กับลูก แต่เรื่องที่เขาปิดหนูมาเจ็ดปี เป็นเรื่องของผัวเมีย สองเรื่องนี้ เอามาปนกันไม่ได้” หญิงชราก้มหน้า พยักหน้าเบา ๆ หนึ่งอาทิตย์ต่อมา ฝนขอแยกกันอยู่สักพัก ต้นไม่ยอม เขาเอาประวัติการโอนเงินทั้งเจ็ดปีมาวางตรงหน้าเธอ แล้วยื่นมือถือให้ เปิดแอปธนาคารทุกบัญชีไว้ “ต่อไปนี้ เงินในบ้าน คุณเป็นคนดูแลทั้งหมด” ฝนมองกระดาษปึกหนา นึกขึ้นได้ว่า ตอนแต่งงานใหม่ ๆ ต้นเคยยื่นบัตรเอทีเอ็มใบแรกให้เธอ แล้วยิ้มบอกว่า “ต่อไป บ้านเรา คุณถือเงินนะ” ตอนนั้น เธอเชื่อจริง ๆ ว่าระหว่างเขากับเธอ จะไม่มีความลับ “คุณรู้ไหม ตอนนี้ฉันเจ็บที่สุดเรื่องอะไร” ต้นส่ายหน้า “ไม่ใช่เรื่องที่แม่คุณยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เรื่องที่คุณใช้เงินไปกับแม่เท่าไหร่ แต่ฉันไม่รู้แล้วว่า สิบสองปีที่ผ่านมา คำพูดของคุณมีกี่คำที่เป็นเรื่องจริง” “ต่อไปผมจะบอกคุณทุกเรื่อง” “ถ้าคุณบอกตอนนี้ ฉันจะเชื่อเหรอ” เขาไม่ตอบ คืนนั้น ต้นขนของไปนอนห้องทำงาน ใบเตยยืนอยู่หน้าประตู “พ่อ ทำไมพ่อไม่นอนกับแม่” ต้นย่อตัวลง “เพราะพ่อทำผิด แม่เลยต้องการเวลาหน่อย” “แล้วแม่จะยกโทษให้พ่อไหม” ต้นมองไปทางห้องนอน “พ่อก็ไม่รู้” ใบเตยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยัดตุ๊กตาหมีตัวโปรดใส่มือพ่อ “งั้นพ่อกอดอันนี้ไปก่อนนะ” ต้นรับตุ๊กตาไว้ ตาแดงขึ้นมาทันที เขากอดลูกไว้นาน ไม่ยอมปล่อย ฝนยืนอยู่หลังประตูห้องนอน ได้ยินทุกคำ เธอไม่ได้ออกไป แค่ค่อย ๆ ปิดประตู ดึกคืนนั้น ต้นส่งไลน์มาข้อความหนึ่ง “ขอโทษ ผมคิดมาตลอดว่า ถ้าคุณไม่รู้ คุณก็จะไม่เจ็บ” ฝนอ่านอยู่นาน ไม่ได้ตอบ เธอวางมือถือ เดินไปห้องลูก ใบเตยหลับไปแล้ว หัวเตียงมีคีย์บอร์ดไฟฟ้าตัวที่ผ่อนหกเดือนวางอยู่ บนคีย์บอร์ดมีกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก ๆ แปะไว้ ลายมือลูก “โตขึ้น หนูจะซื้อบ้านหลังใหญ่ ๆ ให้พ่อกับแม่” ฝนเอื้อมมือไปลูบกระดาษแผ่นนั้น นึกถึงวันเกิดลูกปีที่แล้ว ตอนที่ต้นบอกว่าคีย์บอร์ดแพงเกินไป ตอนนั้นเธอยังช่วยแก้ตัวแทนสามี “พ่อหาเงินเหนื่อยนะลูก เรารออีกหน่อยนะ” น้ำตาของเธอไหลลงมาในที่สุด ไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนนั้น แต่เพราะเธอเพิ่งเข้าใจว่า ความลำบากที่เธอเคยช่วยแก้ตัวแทนเขามาตลอด บางอย่าง แม้แต่ตัวเขาเองก็รู้ ว่าเธอไม่ควรต้องแบก เช้าวันรุ่งขึ้น ฝนตื่นมาเจอข้าวต้มร้อน ๆ วางอยู่บนโต๊ะ ต้นนั่งอยู่ข้าง ๆ ตาบวม “วันเสาร์นี้ ถ้าคุณยอม ผมจะพาแม่มากินข้าวที่บ้าน ผมอยากให้คุณกับใบเตยรู้จักแม่ สักครั้ง แล้วต่อจากนี้ เรื่องของแม่ เราตัดสินใจด้วยกัน” ฝนไม่ได้ตอบว่ายอม แต่ก็ไม่ได้ตอบว่าไม่ เธอแค่ดึงเก้าอี้ออกมา นั่งลง แล้วตักข้าวต้มคำแรก —— กตัญญูต่อแม่ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การให้คนข้างกายแบกความลำบาก โดยที่เขาไม่รู้แม้แต่เหตุผล นั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบ มันคือการโยนภาระให้คนที่รักเรามากที่สุด เรื่องแต่ง ไม่ได้อ้างอิงบุคคลจริง

曝光 676 · 评论 0 · 点赞 4 · 书签 2

查看原帖