ช่วยแฟนสร้างธุรกิจมาเจ็ดปี บริษัทเพิ่งถูกประเมินมูลค่า 20 ล้านบาท คืนที่ดีลระด… · @yqgyx123 · TwKit
@yqgyx123
ช่วยแฟนสร้างธุรกิจมาเจ็ดปี บริษัทเพิ่งถูกประเมินมูลค่า 20 ล้านบาท คืนที่ดีลระดมทุนจบ เขายื่นเงินให้เธอ 3 แสน พร้อมสัญญาเลิกกันหนึ่งฉบับ “บริษัทเป็นชื่อผม คุณแค่มาช่วยงาน เราจบกันด้วยดีเถอะ” เธออ่านสัญญาทีละหน้าจนจบ ไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย ถามแค่ประโยคเดียว “เจ็ดปีก่อน ฉันขายที่ดินที่พ่อทิ้งไว้ให้ เอาเงินแปดแสนมาให้คุณเปิดบริษัท คุณยังจำได้ไหม” สีหน้าผู้ชายเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ เพราะเขารู้ดีว่า หลักฐานที่จะพิสูจน์เรื่องนั้นได้ ไม่มีอยู่แล้ว ปาริน อายุ 34 ณัฐ อายุ 36 ทั้งคู่รู้จักกันที่กรุงเทพฯ คบกันมาเก้าปี เจ็ดปีก่อน ณัฐยังเป็นเซลส์บริษัทขายวัสดุบรรจุภัณฑ์ เงินเดือนสองหมื่นกว่า เขามีลูกค้า มีซัพพลายเออร์ ขาดอยู่อย่างเดียวคือเงิน เขาคำนวณแล้ว เปิดบริษัทต้องใช้หนึ่งล้าน เงินเก็บตัวเองรวมกับที่ยืมเพื่อนมา ได้สองแสน อีกแปดแสน ธนาคารไม่ยอมปล่อยกู้ ช่วงนั้น เขากลับถึงบ้านทุกวันก็ไม่พูดไม่จา หนึ่งเดือนต่อมา ปารินขายที่ดินแปลงที่พ่อทิ้งไว้ให้ ได้เงินมาแปดแสน นั่นคือของมีค่าชิ้นเดียวที่พ่อเหลือไว้ให้เธอ แม่ไม่พูดกับเธอไปสามวัน “ยังไม่ได้แต่งงานกันเลย ขายที่ดินไปให้เขาทำธุรกิจ ถ้าวันหนึ่งเลิกกัน ลูกจะทำยังไง” ณัฐได้ยินประโยคนี้ คืนนั้นเขาหยิบกระดาษมาแผ่นหนึ่ง เขียนต่อหน้าเธอ ปารินลงทุน 800,000 บาท เมื่อจัดตั้งบริษัทแล้ว ถือหุ้น 40% ณัฐเป็นผู้จดทะเบียนไปก่อน เมื่อกิจการมั่นคงแล้วค่อยเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้น ทั้งสองคนเซ็นชื่อ ลงวันที่ ทำไว้สองฉบับ เก็บไว้คนละฉบับ ปารินเอาฉบับของตัวเองกลับบ้านต่างจังหวัด ให้แม่เก็บไว้ แม่ไม่พูดอะไร เอามันใส่ไว้ในกล่องเหล็กเก่า ๆ ที่พ่อทิ้งไว้ กล่องใบนั้น เดิมทีใช้เก็บโฉนดของที่ดินแปลงนั้น ปีแรก บริษัทเกือบไปไม่รอด ลูกค้าค้างจ่าย เงินเดือนพนักงานแทบไม่มีจะจ่าย ปารินเอาเงินเก็บที่เหลือมาโปะ ส่วนเงินเดือนของตัวเอง ไม่ได้รับติดกันแปดเดือน กลางคืน สองคนนั่งกินข้าวข้างทางหน้าโกดัง ณัฐบอก “รอบริษัทได้กำไรเมื่อไหร่ ผมจะจัดงานแต่งที่ดีที่สุดให้คุณ” ปารินบอก “งานแต่งไม่สำคัญหรอก แค่อย่าลืมว่าเราผ่านอะไรกันมาก็พอ” ปีที่สาม บริษัทเริ่มมีกำไร ปีเดียวกันนั้น ฝนตกหนักจนโกดังน้ำท่วม เอกสารกับใบเสร็จช่วงแรกเปื่อยไปลังใหญ่ ตอนเก็บของ ณัฐพูดขึ้นว่า “ฉบับของผมเปื่อยไปแล้ว ของคุณล่ะ” ปารินกำลังวุ่นกับการกู้สมุดบัญชี นึกอยู่ครู่หนึ่ง “จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ไหน ยังไงเราก็ต้องแต่งงานกันอยู่แล้ว มีชื่อไม่มีชื่อ จะต่างอะไร” เธอลืมจริง ๆ และประโยคนั้น เดิมทีเป็นคำที่ณัฐชอบพูดกับเธอ ปีที่หก บริษัทมีพนักงานยี่สิบกว่าคน ได้ออเดอร์ระยะยาวจากร้านอาหารเชนหลายเจ้า ปารินดูแลการเงินและจัดซื้อมาตลอด เธอเคยพูดเรื่องโอนหุ้นอยู่หลายครั้ง ณัฐตอบทุกครั้งว่า “ยังไงก็ต้องแต่งงานกันอยู่แล้ว จะรีบไปไหน” ปีที่เจ็ด นักลงทุนมาแล้ว ณัฐเปลี่ยนรถ ใส่สูทราคาแพง นัดกินข้าวตอนกลางคืนถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อก่อนเขาแนะนำปารินว่า “นี่ปาริน เราสร้างบริษัทนี้มาด้วยกัน” ต่อมากลายเป็น “นี่หัวหน้าฝ่ายการเงินของเรา” ในงานเลี้ยงนักลงทุน เขาขึ้นเวทีเล่าเรื่องการสร้างตัวอยู่ยี่สิบนาที เริ่มจากศูนย์ยังไง ยืมเงินยังไง ผ่านปีแรกมาได้ยังไง ยี่สิบนาที ไม่มีชื่อปารินเลยสักครั้ง งานเลิก เธอถาม “เงินก้อนแรกเป็นของใคร คุณลืมไปแล้วเหรอ” ณัฐขมวดคิ้ว “วันนี้นักลงทุนมากันเต็มงาน คุณต้องมาคิดเล็กคิดน้อยเรื่องนี้ด้วยเหรอ” สองเดือนต่อมา นักลงทุนตัดสินใจลงเงิน 6 ล้าน แลกหุ้น 30% คืนนั้น เขานัดเธอไปที่ร้านอาหารร้านนั้น ก็คือฉากแรกนั่นแหละ เธอถามถึงเงินแปดแสน ณัฐตอบ “นั่นคุณเต็มใจช่วยผมเอง ผู้ถือหุ้นที่จดทะเบียนไว้ ตั้งแต่ต้นจนจบก็มีผมคนเดียว” ปารินเอาสัญญากลับบ้าน บอกว่าขอคิดดูก่อน วันรุ่งขึ้น เธอลางาน นั่งรถกลับต่างจังหวัด แม่ไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น หยิบกล่องเหล็กเก่าใบนั้นออกมาจากในสุดของตู้ โฉนดไม่อยู่แล้ว แต่กระดาษแผ่นนั้นยังอยู่ เจ็ดปีผ่านไป แม้แต่รอยพับก็ยังเหมือนเดิม แม่พูดแค่ประโยคเดียว “ตอนนั้นแม่คิดว่า ที่ดินเป็นของพ่อ ของที่แลกมาด้วยที่ดิน ก็ต้องเก็บไว้กับพ่อ” ในวันประชุมตรวจสอบบริษัทของนักลงทุน ณัฐดูมั่นใจเต็มที่ ทนายฝั่งนักลงทุนถามตามขั้นตอน “โครงสร้างผู้ถือหุ้นชัดเจนไหมครับ มีเงินลงทุนหรือข้อตกลงอะไรที่ยังไม่ได้เปิดเผยหรือเปล่า” ณัฐตอบ “ไม่มีครับ ผมถือหุ้นคนเดียวมาตลอด” ปารินนั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ เธอเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงิน ประชุมนี้เธอต้องเข้าอยู่แล้ว เธอวางของสามอย่างไว้กลางโต๊ะ อย่างแรก ข้อตกลงที่เขียนด้วยลายมือเมื่อเจ็ดปีก่อน มีลายเซ็นของทั้งสองคน อย่างที่สอง สเตตเมนต์ธนาคารเมื่อเจ็ดปีก่อน ตอนที่เธอโอนแปดแสนเข้าบัญชีบริษัท หมายเหตุเขียนว่า “เงินลงทุน” อย่างที่สาม สมุดบัญชีของบริษัท ในนั้นบันทึกไว้ชัดเจน เงินเดือนค้างจ่ายปาริน แปดเดือน เงินที่ปารินสำรองจ่าย สิบกว่ารายการ ทุกรายการมีวันที่ บัญชีพวกนี้ เธอเป็นคนลงเองทั้งหมด ตอนนั้นณัฐยังหัวเราะเธอ “บริษัทของเราเอง จะลงบัญชีละเอียดขนาดนั้นทำไม” เธอตอบ “เป็นนักบัญชี ติดเป็นนิสัยแล้ว” ห้องประชุมเงียบไปนาน ณัฐเปิดปาก “เขาเป็นแค่พนักงานบริษัท นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของเรา—” ปารินพูดตัดขึ้นมา “พนักงานที่ไหน จะยอมไม่รับเงินเดือนแปดเดือน” ทนายของนักลงทุนปิดแฟ้ม พูดแค่ประโยคเดียว “ถ้าหุ้นยังมีข้อพิพาท เราจะไม่ปิดดีลครับ” คืนนั้น ณัฐมาที่ห้องเช่าของเธอ ถือดอกไม้มา พร้อมสัญญาฉบับใหม่ สองล้าน แลกกับการสละสิทธิ์ทุกอย่าง “สองล้านไม่น้อยแล้วนะ! ตอนนั้นคุณลงไปแค่แปดแสนเอง!” ปารินมองหน้าเขา “คุณคิดผิดไปเรื่องหนึ่ง” “แปดแสนนั้นไม่ใช่เงินที่ให้คุณยืม มันคือเงินลงหุ้น” “คนที่ลงหุ้น ไม่ได้นับว่าตอนแรกลงไปเท่าไหร่ แต่นับว่าวันนี้บริษัทมีมูลค่าเท่าไหร่” แล้วเธอก็ปิดประตู หนึ่งอาทิตย์ต่อมา นักลงทุนยื่นทางเลือกให้ณัฐสองทาง ยอมรับว่าปารินถือหุ้น 40% แล้วดีลเดินต่อ หรือยกเลิกดีลไปเลย ณัฐเซ็น เรื่องยังไม่จบแค่นั้น นักลงทุนอยากได้หุ้นเพิ่มอยู่แล้ว ปารินเป็นฝ่ายเข้าไปคุยเอง ขายหุ้นส่วนใหญ่ในชื่อของเธอให้นักลงทุน ตามมูลค่าของรอบนี้ เงินเดือนค้างจ่ายกับเงินที่เธอสำรองจ่ายไป บริษัทก็เคลียร์คืนให้ครบ เงินที่เธอได้ มากกว่าตัวเลขในสัญญาเลิกกันฉบับนั้น เกือบยี่สิบเท่า วันเซ็นสัญญา ทนายยื่นปากกาให้เธอ เธออ่านจนครบทุกหน้า แล้วจึงเซ็นชื่อ เจ็ดปีก่อน เธอเซ็นชื่อบนกระดาษแผ่นหนึ่ง เพราะเชื่อใจคนคนหนึ่ง เจ็ดปีต่อมา เธอเซ็นชื่อ เพราะอ่านทุกตัวอักษรจนเข้าใจแล้ว แม่โทรมาถาม “ตอนนั้นขายที่ดินไป ลูกเสียใจไหม” ปารินเงียบไปนาน “เสียใจค่ะ” แม่ไม่ได้พูดอะไร “แต่หนูไม่ได้เสียใจที่ช่วยเขาสร้างบริษัท” “หนูเสียใจที่ตัวเองก็เป็นคนร่วมสร้างบริษัทแท้ ๆ แต่เพราะเชื่อว่ายังไงเราก็ต้องแต่งงานกัน เลยคิดว่าจะมีชื่อตัวเองอยู่ในบริษัทหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร” ต่อมา เธอเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อที่ดินแปลงเล็ก ๆ ที่บ้านเกิดคืนมาแปลงหนึ่ง ไม่ใช่แปลงเดิม แต่ครั้งนี้ ในโฉนดเขียนชื่อของเธอเอง ข้อตกลงเมื่อเจ็ดปีก่อน เธอเอากลับไปใส่ไว้ในกล่องเหล็กของพ่อเหมือนเดิม (ดัดแปลงจากเรื่องที่เพื่อนเล่าให้ฟัง โดยยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างอิสระ)
曝光 124 · 评论 0 · 点赞 0 · 书签 0
查看原帖